แผนงานส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งเป็นสุข

อ.ไพบูลย์

อาจารย์ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิหัวใจอาสา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นับว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ขับเคลื่อนชุมชนด้วยการจัดทำตัวชี้วัดความสุข ในระหว่างที่ท่านรับตำแหน่ง รมต.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งได้สร้างกระแสการพัฒนาเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชน มาอย่างต่อเนื่อง  นับเป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่ท่านผลักดันให้หลายตำบลในปัจจุบัน ได้นำไปคิดวางแผนและดำเนินการ  จนปรากฏเป็นที่ยอมรับมากขึ้น และท่านยังนำเรื่องดังกล่าว  มาเผยแพร่ต่อเจ้าหน้าที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ร่วมกันระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  ในปี ๒๕๕๔  ซึ่งต่อมาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็ได้เข้าร่วมลงนามเป็นองค์กรพันธมิตรกับภาคีเครือข่ายเพื่อการขยายผลจัดทำเรื่องนี้ ในปี ๒๕๕๕  ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นำโดยอธิการบดี ก็ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนที่จัดทำมาก่อน และได้นำเครื่องมือนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานโครงการบริการชุมชน ของมหาวิทยาลัย  ในเขตพื้นที่ตำบลที่มหาวิทยาลัยจัดตั้ง ได้แก่จังหวัดสระแก้วและอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก  ส่วนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ก็ได้มีทีมงานส่งเสริม ได้ส่งเสริมตำบลที่สนใจจัดทำต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 20 ตำบล ในปัจจุบัน ทั้งในภาคกลางและตะวันตก จนเกิดเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งเป็นสุข ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดในปัจจุบัน

รูปภาพ อ.ไพบุลย์ ตัวชี้วัดชุมชน(วัดโบสถ์) 174

ความสำคัญของเครื่องมือดังกล่าว ได้สร้างความแตกต่างในการพัฒนา จากเครื่องมืออื่นๆ ในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องมือที่ไม่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะด้าน  เป็นเครื่องมือที่สร้างพลังร่วมของคนในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ ดังนั้น ชุมชนทุกแห่งที่สนใจนำเครื่องมือดังกล่าวไปดำเนินการ ได้ก่อให้เกิดผลที่เป็นเชิงบวกในการพัฒนา  โดยจากการส่งเสริมมาตลอดระยะเวลา ๕ ปี ยังไม่มีการสะท้อนความคิดเห็นที่โต้แย้ง  คัดค้านหรือมีเหตุผลหักล้างให้ลดความสำคัญของเครื่องมือดังกล่าวนี้ได้เลย

จากการดำเนินงาน  การส่งเสริมจัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดการพัฒนาระดับชุมชนท้องถิ่นมาในระยะหนึ่ง จึงได้มีข้อสรุปร่วมกันของตำบลที่ได้ริเริ่มดำเนินการร่วมกันว่า การจัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชน เป็นเครื่องมือสำคัญของชุมชน ที่จะสร้างให้ชุมชนสามารถจะเป็นแกนหลักในการพัฒนาได้  ตามแนวทางการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง และจะเป็นเครื่องมือสำคัญให้กับภาคส่วนต่างๆ ได้เข้ามาร่วมมือในการทำงานร่วมกันของชุมชนท้องถิ่น  รวมถึงการร่วมกันเป็นฝ่ายกำหนดการเปลี่ยนแปลง โดยจัดความสัมพันธ์ใหม่กับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง    ซึ่งต่อมาผู้ส่งเสริมได้พัฒนาเครื่องมือนี้อย่างเป็นสากลมากขึ้น จึงได้สื่อสารต่อสาธารณะ โดยใช้ชื่อว่า กระบวนการบริหารการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม (Participatory   Area  Cycle   Management : PACM)

DSC_0155 DSCN8702

ในระยะที่ผ่านมา  สภาองค์กรชุมชนตำบลในบางจังหวัด ที่ได้เข้าร่วมกระบวนการนี้แต่ต้น ได้แก่สภาองค์กรชุมชนตำบลในเขตจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดราชบุรี และที่จังหวัดอ่างทอง ได้ให้ความสำคัญในแนวทางนี้เพิ่มขึ้น โดยได้มีการกำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์จังหวัด ที่จะใช้กระบวนการจัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชน เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จะนำไปสู่การยกระดับเพื่อการจัดการตนเองในระดับพื้นที่ตำบลอย่างเป็นรูปธรรม  รวมทั้งได้มีพื้นที่สนใจใหม่ๆ ที่สนใจมาเรียนรู้ต่อมา  เช่น เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล ภาคใต้ตอนบน และขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนนทบุรี และปทุมธานี นับเป็นแนวโน้มที่ดี ในการที่จะขยายผลในอนาคต  ที่สำคัญปัจจุบัน พบว่า มีพื้นที่ที่สามารถเป็นต้นแบบให้ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ เข้ามาเรียนรู้ได้ อย่างน้อย  5 ตำบล  ได้แก่ตำบลบ้านเลือก   อ.โพธาราม จ.ราชบุรี  ตำบลหนองสาหร่าย   อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี  ตำบลคลองตัน  อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร  ตำบลบ้านหาด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี  ตำบลคลองวัว อ.เมือง จ.อ่างทอง ที่มีการดำเนินการอย่างจริงจังและสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้ตำบลรอบข้าง

จากการถอดบทเรียน ของเครือข่ายชุมชน 20 แห่ง  ที่ได้จัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชน  ในระยะที่ผ่านมา ได้ค้นพบผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละตำบล โดยเฉพาะตำบลหลักหรือตำบลเข้มข้น  ได้ดังนี้

  1. การที่สภาองค์กรชุมชนตำบล มีเป้าหมายการพัฒนาที่ชัดเจน  และมีตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนานั้น  สามารถจะเป็นข้อยืนยันว่า เป็นการพัฒนาที่มาถูกทาง เพราะจะทำให้ชาวชุมชน ตำบลรู้ตัว รู้ตนชัดเจน  ว่าจะพัฒนาให้ชุมชนท้องถิ่นก้าวไปสู่อะไร  ด้วยวิธีการใด  และใครมีศักยภาพอยู่บ้างในพื้นที่  เมื่อรู้แล้ว ก็จะนำมาสู่การทบทวนสิ่งที่ชาวชุมชนดำเนินการกันอยู่  รวมไปถึงการจัดแบ่งหน้าที่การทำงาน  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน  โดยใช้เป้าหมายความสุข เป็นตัวเดินเรื่องและไปสัมพันธ์กับหน่วยงานภายนอก
  2. การสร้างตัวชี้วัดที่กำหนดกันเองโดยชุมชนหรือสภาองค์กรชุมชนนั้น  ทำให้ชาวบ้านมั่นใจตนเอง มากขึ้น เพราะสามารถเห็นผลและเปรียบเทียบการดำเนินการได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์  สามารถนำข้อมูลตัวชี้วัด มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานหลากหลาย  ทำให้เป็นแบบอย่างของการทำงาน ที่แม้เป็นจุดเล็กที่ระดับตำบลก็สามารถทำได้  และสร้างคุณค่าและมูลค่าในการทำงานได้อย่างมีพลัง   มากกว่าการพัฒนาตามกิจกรรมโครงการทั่วๆไป  ตามที่เป็นอยู่
  3. การสร้างเป้าหมาย ตัวชี้วัดการพัฒนาหรือความสุขชุมชน  เป็นเครื่องมือที่จะสร้างให้คนเกิดการเรียนรู้และพัฒนา  ซึ่งต้องอาศัยการย้ำคิด ย้ำทำ เพื่อให้คนในชุมชน เข้าใจและเห็นคุณค่า จากสิ่งที่ทำ  มีผลต่อการสร้างและพัฒนาคนในตำบล ให้กลับมาตื่นตัว เรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองมากขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ตามมา
  4. การใช้เครื่องมือเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชน  นำไปสู่ความร่วมมือที่ดีขึ้น ของคนทุกกลุ่มในตำบล  และหากเป็นตำบลที่มีฐานความสัมพันธ์ของคนในตำบลดีอยู่แล้ว จะเกิดเป็นโอกาสให้การพัฒนาต่างๆ ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น  เนื่องจากมีพลังการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากประชาชน  ที่เป็นที่ยอมรับ  และมีแนวโน้มที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของคนในตำบลดีขึ้น  โดยสภาองค์กรชุมชนมีบทบาทมากขึ้นและเป็นที่ยอมรับ

อย่างไรก็ดี  หากจะส่งเสริมให้ตำบลหรือชุมชนต่างๆ ที่สนใจจัดทำเรื่องนี้ ดำเนินการต่อไปได้ อย่างมีพลัง และเกิดผลกระทบต่อสังคมโดยรวม  สิ่งที่สำคัญที่จะต้องดำเนินการร่วมกัน ก็คือ

  1. ต้องเน้นการสื่อสารสู่ชุมชน เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกตำบลควรทำอย่างต่อเนื่อง  เพราะการพัฒนาในทุกตำบลที่จัดทำเรื่องนี้  จะต้องนำไปสู่การค้นหาคนในกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อร่วมกันทำงาน หนุนเสริมการทำงานกันและกัน  เพื่อจะช่วยให้งานดำเนินการไปอย่างราบรื่น  และมีความหลากหลาย
  2. ต้องมีการหนุนเสริมจากบุคคลหรือหน่วยงานภายนอก เพื่อให้ชาวบ้านรุ่นใหม่ๆ  ที่ยังห่างการพัฒนาได้เกิดความมั่นใจในการทำงาน  การสร้างเครือข่ายคนทำงานที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยง ที่จะคอยช่วยสนับสนุนกันและกัน ก็นับว่าจะมีความสำคัญในอนาคต    โดยคำว่าพี่เลี้ยงในที่นี้ หมายถึง  การมีเจ้าหน้าที่ที่ส่งเสริม และแกนนำชุมชนเข้มข้นที่ร่วมกันทำงาน
  3. ต้องมีการทบทวนผลการดำเนินงานรายปี   ควรมีการรายงานความก้าวหน้าการเปลี่ยนแปลงในตำบล  ตามแผนงานเป้าหมาย และตัวชี้วัด เพื่อทำให้คนในตำบลร่วมรับรู้เป้าหมายความสุขที่เปลี่ยนแปลงว่าดีขึ้นหรือแย่ลง  เป็นการช่วยทำให้คนในตำบลได้รับรู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  โดยได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย
  4. พื้นที่ต้นแบบ ต้องมีศักยภาพเป็นพื้นที่เรียนรู้ขยายผล  โดยควรมีแกนนำที่เข้าใจในเรื่องราวเหล่านี้ ที่สามารถสื่อสารและถ่ายทอดให้กับตำบลอื่นๆ หรือสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับตำบลอื่นๆ ต่อไป  เช่น ตำบลบ้านเลือก  จังหวัดราชบุรี ก็ได้บทเรียนมาจากตำบลหนองสาหร่าย  จังหวัดกาญจนบุรี  และตำบลคลองตัน ก็ได้บทเรียนและแรงบันดาลใจจากตำบลบ้านเลือก อีกทีเป็นต้น  การสร้างพื้นที่ใหม่เพื่อขยายผล  การไปเป็นพี่เลี้ยง  เป็นที่ปรึกษา เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคม  จึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อขบวนฯ ชุมชนที่ทำเรื่องนี้  ในอนาคต

ดังนั้น  หากสังคมไทยจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ มีความร่มเย็นเป็นสุขได้  สังคมไทย ก็ควรได้รับการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่น ที่เป็นฐานรากของสังคมใหญ่  ได้มีเป้าหมายทิศทางการพัฒนาของตนเอง  เป็นผู้กำหนดอนาคตด้วยตนเอง และจัดระบบงานพัฒนาในชุมชนท้องถิ่นตนเอง ได้อย่างเหมาะสม  จึงจะสามารถปฏิรูปสังคมไทยโดยรวมในระยะยาวต่อไปได้  ทั้งนี้ โดยยึดหลักการสำคัญ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริ ให้เป็นแนวทางในการพัฒนาไว้  ๓ ประการ คือ เข้าใจ หมายถึง การไม่ตัดสินเข้าถึง หมายถึงการรับรู้ความต้องการของชุมชน และพัฒนา คือ การช่วยเหลือให้ชุมชนเหล่านั้น พึ่งพาตนเองได้  และมีหลักการทำเรื่องนี้ ตามแนวทางที่อาจารย์ไพบูลย์   วัฒนศิริธรรม ได้ให้ไว้ว่า  ชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ควรได้คิดเอง ทำเอง   เริ่มจากอะไรก็ได้ที่ทำได้ใกล้ตัว  ร่วมมือรวมพลังไม่ทำฝ่ายเดียว  ทำไปเรียนรู้ไปแก้ไขปรับปรุงต่อเนื่อง  แล้วสร้างให้เป็นขบวนการหรือเครือข่ายเพื่อหนุนเสริมกันและกัน ที่สำคัญคือ ทำไปแล้ว ก็ต้องรู้จักชื่นชมต่อความสำเร็จร่วมกัน และทำอย่างมีความสุข

มูลนิธิหัวใจอาสา  เชื่อว่า หากชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ที่สนใจเข้าร่วมจัดทำและเป็นเครือข่ายอยู่ในขณะนี้  ได้มีโอกาสได้รับการพัฒนาศักยภาพตนเองเพิ่มขึ้น  สร้างโอกาสการเรียนรู้ร่วมกันมากขึ้น  ยกระดับพื้นที่ต้นแบบให้เป็นพื้นที่ที่มีขีดความสามารถในการสร้างการเรียนรู้ขยายผล และติดตามสนับสนุนตำบลอื่นๆได้มากขึ้น  ก็นับว่า จะช่วยสร้างเสริมโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นของสังคมไทย  แม้จะเป็นส่วนน้อยอยู่ในขณะนี้  ได้รับโอกาสที่จะกำหนดอนาคตด้วยตนเอง  และเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ สู่สังคมสวัสดิการและความร่วมเย็นเป็นสุข ด้วยเครื่องมือสำคัญคือ กระบวนการสร้างเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชน

DSCF5637 DSCF5202

ปัจจุบันมูลนิธิหัวใจอาสา ได้ร่วมมือกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  เพื่อขยายเครื่องนี้ให้กับชุมชน ในพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินฯ  ในกรุงเทพมหานคร จำนวน  4 ชุมชน  ขณะที่ภูเก็ตมีความพร้อมในการจัดทำคนภูเก็ตมีความสุข  12 ตำบล และพื้นที่อื่นๆ ที่เริ่มมากขึ้นในตอนนี้  มูลนิธิหัวใจอาสา  จึงมีหลักสูตรฝึกอบรม คู่มือการทำงานสำหรับตำบลหรือเมืองที่สนใจจะนำเครื่องมือนี้ ไปขยายต่อในพื้นที่อื่นๆ  ผู้สนใจจัดทำหรือสนับสนุนหลักสูตร สามารถติดต่อได้ที่แผนงานส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งเป็นสุข  มูลนิธิหัวใจอาสา  083 – 1999514  หรือที่ 081-3200172