ข้อบังคับ / ระเบียบ

      ข้อบังคับ

 

      มูลนิธิหัวใจอาสา

หมวดที่ ๑
ชื่อ เครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง

ข้อ ๑ มูลนิธินี้ชื่อว่า “มูลนิธิหัวใจอาสา” ใช้อักษรย่อว่า มจส. เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Volunteering Heart Foundation” ใช้อักษรย่อว่า VHF มีตราซึ่งมีลักษณะเดียวกับเครื่องหมายตามข้อ ๒

ข้อ ๒ เครื่องหมายของมูลนิธิ คือ ความเชื่อมโยงของคนที่มีหัวใจอาสาช่วยเหลือสังคมบนพื้นโลก ตามรูปที่ปรากฏด้านล่าง โดยมีความหมายของรูปและสี ดังนี้
รูปคนสามคน หมายถึง ตัวแทนของคนในสังคมที่อยู่ร่วมกัน เส้นฐานโค้งที่รองรับ หมายถึง พื้นที่ของโลกอันสื่อถึงสังคมและการอยู่ร่วมกันของทุกคนบนผืนแผ่นดินเดียวกัน สัญลักษณ์คนชูมือ หมายถึง การยินดีโดยพร้อมเพรียงกันที่จะแสดงพลังร่วมกันทำสิ่งดีๆ ในสังคม รูปหัวใจ สื่อถึงการมีจิตใจอันดีในคนทุกคนที่จะทำความดีและร่วมกันทำความดี
ในส่วนของสีชมพูในหัวใจทั้งสามดวง สื่อถึงการมีความรักและไมตรีให้แก่กันของคนในสังคม อันเป็นพื้นฐานของการแบ่งปันและความร่วมมือในสังคม คนและตัวฐานโค้งเป็นสีน้ำเงิน สื่อถึงการรวมพลังกันของคนในสังคมเป็นพลังความสามัคคี ซึ่งทั้งสองสีนั้นร่วมกัน สื่อถึงการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ อันเกิดจากความร่วมมือรวมพลังของคนในสังคมนั่นเอง

logo_huajai_arsa

ข้อ ๓ สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิที่ตั้งอยู่ที่ ๒๐๔๔/๒๓ ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร ๑๐๓๑๐

 

หมวดที่ ๒
วัตถุประสงค์

ข้อ ๔ วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ คือ
(๑) เพื่อให้คำปรึกษา จัดกระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริม และหรือดำเนินการ เกี่ยวกับการจัดการเชิงระบบและอย่างเป็นขบวนการ ในงานพัฒนาสังคมที่รวมถึงการพัฒนางานอาสาสมัคร การส่งเสริมการทำความดี การสร้างเสริมสุขภาพ การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาประชาสังคม และอื่นๆ
(๒) เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และหรือ ดำเนินงานพัฒนาสังคม ร่วมกับองค์กรชุมชนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาครัฐ และหรือ องค์กรต่างประเทศ
(๓) เพื่อส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยความเป็นกลาง และไม่ให้การสนับสนุนด้านการเงินหรือทรัพย์สินแก่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองใด

หมวดที่ ๓
ทุน ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน

ข้อ ๕ ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรก คือ เงินสด จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน)

ข้อ ๖ มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้
(๑) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่น ๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระติดพันอื่นใด
(๒) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้
(๓) ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
(๔) รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ

หมวดที่ ๔
คุณสมบัติและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ

ข้อ ๗ กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้
(๑) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี บริบูรณ์
(๒)ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
(๓)ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่เป็นความผิดฐานประมาทหรือความผิดลหุโทษ

ข้อ ๘ กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑ ) ถึงคราวออกตามวาระ
(๒) ตายหรือลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับข้อ ๗
(๔) เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออก โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการมูลนิธิ

หมวดที่ ๕
การดำเนินงานของคณะกรรมการของมูลนิธิ

ข้อ ๙ มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 11 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เลขานุการมูลนิธิ เหรัญญิก และกรรมการอื่น ๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร

ข้อ ๑๐ ในวาระแรกเริ่มให้ผู้ริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิ เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิขึ้น ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ

ข้อ ๑๑ วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้
ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกประธานกรรมการมูลนิธิ และกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ

ข้อ ๑๒ การแต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเป็นมติของที่ประชุม
กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก

ข้อ ๑๓ กรรมการมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๓ ปี

ข้อ ๑๔ ในกรณีที่กรรมการมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งโดยถึงคราวออกตามวาระ ให้กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว ปฏิบัติหน้าที่กรรมการมูลนิธิต่อไปจนกว่ากรรมการมูลนิธิที่ตั้งใหม่จะเข้าปฎิบัติหน้าที่ได้

ข้อ ๑๕ ถ้าตำแหน่งกรรมการมูลนิธิว่างลงให้กรรมการที่เหลืออยู่ ตั้งบุคคลอื่นเป็นกรรมการมูลนิธิแทนตำแหน่งที่ว่างลง กรรมการมูลนิธิผู้ได้รับการตั้งซ่อมอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระของผู้ที่ตนแทน

หมวดที่ ๖
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๑๖ คณะกรรมการ มูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและภายใต้ข้อบังคับนี้โดยให้มีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดนโยบาย ของมูลนิธิ และดำเนินการตามนโยบายนั้น
(๒) ควบคุมการเงินและทรัพย์สิน ต่าง ๆ ของมูลนิธิ
(๓) เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีรายรับ-รายจ่าย ต่อนายทะเบียน
(๔) ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้
(๕) ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ รวมถึงระเบียบเกี่ยวกับการบริหารองค์กร การบริหารโครงการ การบริหารบุคคล การบริหารการเงิน การบริหารพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้าง
(๖) แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งของมูลนิธิ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
(๗) เชิญผู้ทรงคุณวุฒิหรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
(๘) เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
(๙) เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
(๑๐) แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ
มติให้ดำเนินการตามข้อ ๑๖(๗) ๑๖(๘) และ ๑๖(๙) ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุมและที่ปรึกษา ตามข้อ ๑๖(๙) ย่อมเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น

ข้อ ๑๗ ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
(๑) เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
(๒) สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
(๓) เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสาร ข้อบังคับ และสรรพหนังสือ อันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ ซึ่งเมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือกรรมการมูลนิธิผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทน ได้ลงลายมือชื่อแล้ว จึงเป็นอันใช้ได้
(๔) ปฏิบัติการอื่น ๆ ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๑๘ ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน

ข้อ ๑๙ ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่งเป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น

ข้อ ๒๐ เลขานุการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการและดำเนินการประชุมของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไป รักษาระเบียบ ข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิ และทำรายงานการประชุมตลอดจนรายงานกิจการของมูลนิธิ

ข้อ ๒๑ เหรัญญิกมีหน้าควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องและเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด

ข้อ ๒๒ สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน

ข้อ ๒๓ กรรมการของมูลนิธิมีสิทธิเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ของมูลนิธิได้

หมวดที่ ๗
อนุกรรมการ

ข้อ ๒๔ คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการประจำหรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการหรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการในแต่ละคณะแต่งตั้งกันเองให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้

ข้อ ๒๕ อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จภารกิจที่ได้มอบหมายให้กระทำ ส่วนอนุกรรมการประจำอยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้

หมวดที่ ๘
การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๒๖ คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุก ๆ ปี ภายในเดือนมีนาคม และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

ข้อ ๒๗ การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อประธานกรรมการมูลนิธิหรือกรรมการมูลนิธิตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการประชุม ก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้

ข้อ ๒๘ กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิให้เป็นได้ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดไว้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุมของคณะอนุกรรมการให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวกับองค์ประชุมให้ใช้ ข้อ ๒๖ บังคับโดยอนุโลม

ข้อ ๒๙ ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือเป็นเรื่องที่มิใช่นโยบาย หรือเป็นเรื่องเร่งด่วน ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ดำเนินการไปได้ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิ ต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไปถึงกิจการที่ได้ดำเนินการไปดังกล่าว
กิจการใดเป็นงานประจำ หรือเป็นเรื่องที่มิใช่นโยบาย หรือเป็นเรื่องเร่งด่วน ให้อยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๓๐ ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือประธานในที่ประชุม มีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้ บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุมในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้

หมวดที่ ๙
การเงิน

ข้อ ๓๑ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิในกรณีทำหน้าที่แทน มีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก เว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในระเบียบเกี่ยวกับการเงินเฉพาะโครงการ หรือกรณีที่มีความจำเป็นและเร่งด่วนให้อยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ และต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป

ข้อ ๓๒ เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)

ข้อ ๓๓ เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ ต้องนำฝากไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่นใด ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย หรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร

ข้อ ๓๔ การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วจ่ายเงินจะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิหรือรองประธานกรรมการมูลนิธิ กับเลขานุการหรือเหรัญญิกลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้

ข้อ ๓๕ การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุน เงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ และรายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ

ข้อ ๓๖ ให้คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน บัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงิน นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ

ข้อ ๓๗ ให้คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดรอบระยะเวลาบัญชี และจัดทำรายงานสถานะทางการเงินของมูลนิธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมา เสนอต่อที่ประชุมในการประชุมสามัญประจำปี

หมวดที่ ๑๐
การแก้ไข เพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ

ข้อ ๓๘ การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับจะกระทำได้โดยที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเท่านั้น ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม

หมวดที่ ๑๑
การเลิกมูลนิธิ

ข้อ ๓๙ ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการหรือโดยเหตุผลใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิแก่สภากาชาดไทย
ข้อ ๔๐ การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลง โดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้
(๑) เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้ว แต่ไม่ได้รับทรัพย์ตามคำมั่นเต็มจำนวน
(๒) เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสาม มีมติให้เลิกมูลนิธิ
(๓) เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการ ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของมูลนิธิ
(๔) เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด

หมวดที่ ๑๒
บทเบ็ดเตล็ด

ข้อ ๔๑ การตีความข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัย ให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ ๔๒ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับในกรณีที่ข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดไว้

ข้อ ๔๓ มูลนิธิไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน หรือเพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

ลงนาม ผู้จัดทำข้อบังคับ
( นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม )